บึงพลาญชัย จังหวัดร้อยเอ็ด ยามเช้ามืด ตี 5
เป็นเวลาที่พวกเราไปรวมกัน เดิน วิ่ง ฟิตเนต และ แอร์โรบิค
ชีวิตคนเรามีเกิดแก่เจ็บตาย. แต่ทำอย่างไรให้ปัจจุบันเรามีร่างกายแข็งแรง
สุขภาพจิตดี สุขภาพกายดี ไม่เศร้าหมอง ไม้ต้องนั่งกลุ้มใจว่าวันนี้จะทำอะไรดีหนอ
บางครั้งก็อาจจะหลงทางไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง พาชีวิตตกต่ำไป
โชคดีนักเมืองที่ฉันอยู่จังหวัดร้อยเอ็ด มีสวนสาธารณะชื่อว่า บึงพลาญชัย
เป็นสถานที่พักผ่อน ออกกำลังกาย ทั้งยามเช้า ยามเย็น มีหลากหลายรูปแบบที่เราเลือกได้
ปั่นจักรยานรอบบึงพลาญชัย. ฟิตเน็ตด้วยเครื่องฟิตเน็ตข้างนอกห้อง รอบสระน้ำ
ใจกลางบึงพลาญชัย หรือจะออกกำลังกายด้วยเครื่องฟิตเน็ตภายในอาคารก็ได้
เด็กๆและหนุ่มๆชอบมาเล่นบาสเก็ตบอลที่สนามหลายกลุ่ม และวัยรุ่นบางกลุ่ม
ก็มาเล่นเสก็ต บางครั้งฉันหยุด มองดูเขาเล่นเสก็ต ด้วยความหวาดเสียวกลัวเขาล้ม
แต่เด็กๆ เขาประคองตัวไไม่ล้ม เก่งจังเลย
ในช่วงเย็นจะมีประชาชนมากมายมาเดินออกกำลังกาย รอบๆบึงทั้งด้านรอบใน
และรอบนอก ช่วงแรกที่ฉันออกกำลังกายก็เริ่มเดินนี่แหละ. วันเว้นวัน
บางคนชอบแอร์โรบิค ก็จะมีทั้งรอบเช้าและเย็น รอบเช้ามีลานแอรโรบิคเดียว
แต่ช่วงเย็นมี สองลานแอร์โรบิค มีลานยอดฮิต สำหรับสาวๆวัยรุ่น เสียงเพลงเร้าใจ
จังหวะดี คุณครูที่พาเต้นแอร์โรบิคก็นับจังหวะให้ดี ชัดเจนนักแน่น แต่จากการทดสอบ
ร่างกายของฉันต้องใช้ช่วงเวลาเช้ามืด ประมาณตี 5 ถึง6โมงเช้า ออกกำลังด้วยการเต้น
แอร์โรบิค ส่งผลดีแก่ร่างกายที่เริ่มจะทรุดโทรมของฉัน ให้มีร่างกายที่กระฉับกระเฉง
สดชื่นขึ้นมาอีกวาระหนึ่ง
มีบางกลุ่มที่มาเล่นโยคะ ทั้งยามเช้า และยามเย็น ยังไม่เคยลองเล่น
แต่ดุจะไม่ยาก อาจพอทำได้ แต่มีความรุ้สึกว่าชอบขยับแข็งขยับขาตามจังหวะเพลง
ไม่เครียดในการออกท่าทางเต้นให้เหมือนคุณครู สบาย สบาย ตามใจตัวเอง
ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับฉัน คืออาการภูมิแพ้ที่เคยแสดงอาการทุกเช้าหลังจากตื่นนอน
ต้องจาม ฮัดเช้ย ฮัดเช้ย ฮัดเช้ย เสียงดังทั่วบ้านพักแล้วน้ำมูกน้ำตาก็มาเต็มไปหมด
บางวันก็มีอาการเป็นชั่วโมง บางวันก็สองชั่วโมง บางครั้งต้องกินยาแก้แพ้ แล้วก็จะสลึม
สลือตลอดวัน
มีหลายคนบอกให้ออกกำลัง เมื่อก่อนก็อ้างนั่น อ้างนี่ เหนื่อยบ้าง ไม่มีเวลาบ้าง แต่ก็
พยายามออกกำลังกาย เดือนแรกที่เริ่มออกกำลังกาย เดินรอบบึงพลาญชัย สวนสาธารณะ
แห่งนี้ เดินไปน้ำมูกไหลไปด้วย อิอิอิ ไม่น่าเชื่อ เริ่มสลับการออกกำลังกายด้วยเต้นแอร์โรบิค
แล้วอาการน้ำมูกไหล ก็ค่อยๆ เลือนหายไป ลืมไปเลย
อาการภูมิแพ้อากาศมันไม่หายไปตลอดชีวิตหรอก เพราะจากการสังเกตดูถ้าฉันหยุด
ออกกำลังกายติดต่อกันหนึ่งเดือน อาการจามเสียงดังติดต่อกัน ก็จะกลับมาหาฉันอีก
จากวันนั้น จนถึงวันนี้
เป็นเวลาเกือบ สามปี ที่ออกกำลังกาย มีผลดีต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัดเจน
และเราก็มีทีมผู้รักการออกกำลังกายโดยแอร์โรบิคในยามเช้า
ถ้าเราไม่ได้มาออกกำลังกาย
จะรู้สึกว่าขาดสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน
มาเถอะ มาออกกำลังกายด้วยกัน ที่บึงพลาญชัย
จังหวัดร้อยเอ็ดของเรา
วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
งานบวชโตเม่น ที่วัดป่าเรไร จ.ร้อยเอ็ด
เพิ่งจะได้ฤกษ์บรรยายภาพในวันงานบวชลูกชายโตเม่น
วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน 2555 ที่วัดป่าเรไร จ.ร้อยเอ็ด
จัดพิธีง่ายๆ เลี้ยงอาหารเช้าญาติๆและคุณครู
งานบวช เป็นประเพณีไทยสืบเนื่องมาแต่โบราณกาล ชายไทยเมื่ออายุครบบวช จะต้องบวชให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา สร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ให้ตนเองและบิดามารดารวมทั้งหมู่ญาติ การมีโอกาสได้เป็นนักบวช ดำรงเพศสมณะผุ้ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเอง เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็สามารถค้นหาแหล่งความสุขที่แท้จริง ศึกษาเรื่องราวความจริงของชีวิต เป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ว่าเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน บาปบุญคุณโทษ นรกสวรรค์ ภพนี้ภพหน้า และสังสารวัฏ ซึ่งเป็นความรู้ที่มีอยู่แต่ในพระพุทธศาสนาที่ทนทานต่อการพิสูจน์
ผู้ที่มาบวช ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีบุญมาก เพราะเพศสมณะใช่ว่าใครจะมาอยู่ได้ง่ายๆ ต้องสั่มสมบุญกันมาข้ามภพ ข้ามชาติ เมื่อบารมีมากขึ้นก็มีโอกาสมาบวชใน บวรพุทธศาสนา
แม่แอ๊ดพาโตเม่น ไปหาเจ้าอาวาสวัดป่าเรไร ใกล้บ้าน เพื่อมอบตัวให้ท่านบวชให้ การไปมอบตัวก็จัดดอกไม้ ธูปเทียน ไปถวายในการมอบตัวด้วย
พระอุปัชฌาย์จะสอบถามพ่อแม่ หรือผู้ที่ขอบวชเอง ถึงวันเดือนปีเกิด และคุณสมบัติของผู้ที่จะขอบวช ถ้าเห็นว่ามีคุณลักษณะครบถ้วน ไม่เป็นคนต้องห้ามในการที่จะให้บรรพชาอุปสมบท ท่านก็จะรับเข้าบวช โดยมอบใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบท และใบรับรองให้ไปกรอกรายการแล้วถวายท่านเป็นหลักฐาน ก่อนถึงวันบรรพชาอุปสมบทไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน จากนั้นก็นัดหมายให้ผู้ที่จะบวชซึ่งเรียกว่า นาคหรือเจ้านาค มาฝึกซ้อมการปฏิบัติเกี่ยวกับพิธีบวช และกำหนดวันที่จะทำการบรรพชาอุปสมบท
เครื่องบวชคือ บริขาร ๘ ดังมีในบาลี ดังนี้
ติจีวรญฺจ ปตฺโต จ วาสี สจิ จ พนฺธนํ ปริสฺสาวเนนทฏฺเฐเต ยุตุตโยคสฺส ภิกฺขุโน ได้แก่ ไตรจีวร บาตร พร้อมทั้งถลกบาตร มีด (มีดโกน) พร้อมหินลับมีด เข็มพร้อมทั้งกล่องและด้าย ประคตเอวรวมอยู่กับไตรจีวร และกระบอกกรองน้ำ เครื่องใช้อย่างอื่นเป็นส่วนประกอบในการบวช เช่น เสื่อ หมอน มุ้ง ร่ม รองเท้า ถุงย่าม กาน้ำ จาน ช้อน แปรง ยาสีฟัน สบู่ ขันน้ำ เครื่องใช้สำรอง เช่น ผ้าอาบน้ำ สบง ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขาวสำหรับนาคนุ่งวันบวช อย่างละหนึ่งผืน
ก่อนจะเข้าไปหาพระสงฆ์ทำพิธีบวช นาคจะนั่งอยู่แถวผนังโบสถ์ ด้านหน้าตรงกับพระประธาน
เมื่อได้เวลาพ่อแม่พร้อมญาติ จะมอบผ้าไตรให้นาค โดยหยิบผ้าไตรจากพานแว่นฟ้า
หากมีดอกไม้สดหุ้มไตรต้องหยิบมาด้วย นาคจะได้นำไปถวายพร้อมผ้าไตร เพื่อจะนำไปบูชาพระประธาน หากเป็นดอกไม้แห้งควรหยิบถอดออกไปเหลือแต่ผ้าไตรอย่างเดียว พ่อแม่จับผ้าไตรด้วยกัน
นั่งอยู่หน้านาค ส่วนนาคต้องนั่งคุกเข่ากราบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง แล้วยื่นแขนออกไปรับไตรจีวร พ่อแม่วางให้บนท่อนแขน แล้วควรหลีกออกไปสองข้าง นาคอุ้มผ้าไตรไปหาพระอุปัชฌาย์ พอใกล้ที่นั่งสงฆ์ต้องทรุดตัวลงนั่งแล้วเดินเข่าเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ ประเคนผ้าไตรให้ท่านแล้ว คอยเอี้ยวตัวมาทางขวามือรับเครื่องสักการะทุกอย่างถวายพระอุปัชฌาย์ แล้วกราบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง
พระอุปัชฌาย์จะมอบผ้าไตรให้นาครับแล้วลุกขึ้นยืนก้มตัวพองามเตรียมว่าคำขานนาค
กล่าว คำขานนาค จบแล้วน้อมถวายผ้าไตรให้กับพระอุปัชฌาย์ และกล่าวคำขอผ้า
จบแล้วกราบสามครั้ง ลงนั่งพับเพียบประนมมือฟังโอวาทจากพระอุปัชฌาย์ต่อไป จนกระทั่ง
สอนกัมมัฏฐาน เมื่อสอนกัมมัฏฐานเสร็จแล้ว จะมอบผ้าไตรให้ไปห่ม ถึงตอนนี้ท่านจะบอก
ให้นาคลุกขึ้นนั่งคุกเข่า หากสวมเสื้อคลุมไว้ หรือสวมเครื่องประดับต่าง ๆ หรือผ้าสไบเฉียงไว้
ท่านจะให้ถอดออก แล้วท่านจะคล้องอังสะให้ นาคต้องก้มศีรษะเตรียมให้ท่านสวม เสร็จแล้ว
คอยรับผ้าไตรที่ท่านจะมอบให้ไปห่มอุ้มไว้ แล้วถอยออกมาให้พ้นพระสงฆ์ก่อนจึงลุกขึ้นเดิน
ตามพระสงฆ์ที่ท่านให้ไปช่วยห่อผ้าให้ เมื่อห่มผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระสงฆ์จะพามานั่งหน้า
พระคู่สวดที่จะให้ศีล นั่งคุกเข่าข้างหน้าปูผ้ากราบไว้แล้วรับเครื่องสักการะประเคนท่าน
กราบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง แล้วลุกขึ้นยืน ก้มตัวลงเล็กน้อย แล้วกล่าวคำขอศีล
การบวชจะเป็นการช่วยทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา และมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยของเรา
เป็นดินแดนแห่งสันติสุขอันเกิดจากพุทธธรรม อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ผู้บวชทุกท่าน จะได้ฝึกฝนอบรมตนเอง เพื่อให้เป็นพระแท้ตามพระธรรมวินัย เปี่ยมด้วยศีล สมาธิ(Meditation)(Meditation)
และปัญญา ซึ่งถือเป็นการใช้วันเวลาอย่างคุ้มค่าและมีความหมายต่อการเกิดมาเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง
ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยตรัสไว้ว่า "ชีวิตเพียงวันเดียวของผู้มีศีล มีสมาธิ ยังประเสริฐกว่า
ชีวิตตั้งร้อยปี ของผู้ทุศีล ไร้สมาธิ"
อานิสงส์ของการบวช
1. เป็นผู้รู้จักบริหารเวลา คือรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เรียกว่า ความเป็นผู้รู้กาล
ซึ่งเป็นคุณธรรมข้อหนึ่งที่ทำให้เป็นสัปบุรุษ
2. แม้ช่วงเวลาจะสั้น แต่ถ้าลงปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็จะได้รับความสุขสงบจากการบำเพ็ญ
สมณะธรรม
3. มีโอกาสได้ศึกษาหลักธรรม ซึ่งนำไปใช้ควบคู่กับความรู้ทางโลก ให้ได้ใช้ความรู้
ในทางที่ถูกที่ควร
4. ได้ฝึกวินัยและเข้าใจวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ ถ้าตั้งใจฝึกฝนอบรม
ตนเองอย่างจริงจัง ต่อไปจะเป็นคนรักระเบียบวินัย
5. ได้ฝึกสมาธิ ทำจิตให้สงบ ซึ่งเป็นผลดีต่อการเรียนและการทำงานต่างๆ
6. เกิดความปลื้มปีติยินดีที่ได้ทำความดี ซึ่งความปีตินี้เองที่จะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ
อยู่เสมอ
7. ทำให้มีความอดทน ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ
8. ทำให้รู้จักตนเอง คือรู้ว่าตนเองมีความรู้ความสามารถคุณธรรมแค่ไหน เพียงใด
เพื่อที่จะได้พัฒนาปรับปรุง ตนเองให้ดียิ่งขึ้น
วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555
คุณยายพัฒน์ โคตรโยธา
คุณยายพัฒน์ โคตรโยธา
สองมือที่ดูนิ่มนวลอ่อนโยน สองมือที่ดูช่างบอบบางอย่างนั้น
สองมือที่ดูไม่มีความสำคัญ คือสองมือที่ทำให้โลกหมุนไป
แม้เพียงร่างกายนั้นเกิดเป็นหญิง แท้จริงหัวใจนั้นแกร่งยิ่งกว่าชาย
ขอเพียงให้เป็นได้ดังที่ตั้งใจ จะทุกข์ทนเดียวดายไม่มีความสำคัญ
บันดาลโลกหมุนเวียนวนไปตามจิตใจ นำพาให้เป็นไปตามต้องการ
ทุกสิ่งเปลี่ยนแปรไปด้วยมือเธอเสกสรร ดังถ้อยคำประพันธ์เปรียบเปรยพรรณนา
ถึงชายได้กวัดแกว่งแผลงจากอาสน์ ซึ่งอำนาจกำแหงแรงยิ่งกว่า
อันมือไกวเปลไซร้แต่ไรมา คือหัตถาครองพิภพจบสากล
คุณยายกับหลานๆ ในปี พ.ศ. 2535
คุณยาย เป็นผู้หญิงที่อดทน ต่อสู้ชีวิตมาเป็นเวลานาน เลี้ยงดูลูกหญิงชายทั้งสามคน
ตามลำพังเพราะคุณตาอุ่น ถึงแก่กรรม ตั้งแต่ปี 2520 ผ่านมาแล้ว 35 ปี จนกระทั่งลูกทุกคน
ประสบผลสำเร็จ ในชีวิต และคุณยายก็ยังได้เลี้ยงหลานๆ ปัจจุบันหลานชาย เรียนจบ
และมีงานทำ คุณยายไม่แข็งแรง แต่ก็ได้นั่งๆ นอนๆ ดูเหลนๆ ทั้งหลายวิ่งเล่น
หยอกล้อกัน อยู่รอบๆ ตัวคุณยาย
นี่คือบ้านหลังเก่าที่คุณยายอาศัยอยู่ ได้ปรับปรุงจากบ้านหลังเก่า ตามกำลัง
ของคุณยาย และลูกๆ คุณยายเป็นลูกชาวสวน เกิดที่บ้านสี่เหลี่ยม จ. นครราชสีมา
ดังนั้นคุณยายจึงชอบทำสวนครัว ชอบดายหญ้า ซ่อมแซมรั้วไม้ รอบๆ บ้านเป็นประจำ
เมื่อกำลังลดน้อยถอยลง เดินไม่ค่อยสะดวก คุณยายจึงปรับเปลี่ยนมาดูแลต้นไม้
ในกระถาง ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ และผักกินได้ในกระถางอีกด้วย
คุณยายมีเจ้าเตี้ย เป็นเพื่อนทำสวนครัว มันจะคลอเคลียอยู้ใกล้คุณยาย
เป็นประจำ นับเป็นสิบปี และแล้ววันหนึ่งมันก็จากคุณยายไป ตามอายุขัยของเจ้าเตี้ย
คุณยายเสียใจมากทำบุญ ใส่บาตร กรวดน้ำให้เจ้าเตี้ย บอกว่าให้ไปสู่ชาติภพที่ดี
ถ้ากลับมาเกิดเป็นหมา ก็ให้เป็นเจ้าเตี้ยแสนรู้ของยายอีก
เจ้าเตี้ย หมาแสนรู้ของคุณยายพัฒน์
ในภาพคือคุณยายพัฒน์
ช่วงวันแม่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2550
ปี พ.ศ. 2551
ลูกหลานมาอวยพรให้คุณยายในวันปีใหม่ คุณยายดีใจมาก
อีกภาพแห่งความทรงจำ คุณยายพัฒน์ยังแข็งแรง มีความสดชื่น
เป็นที่รักของเพื่อนบ้าน ร่วมกิจกรรมในวันสงกรานต์
ปี พ.ศ. 2552
ลูกหลานจากกรุงเทพ และร้อยเอ็ด รวบรวมเงิน
แห่กัณฑ์หลอนถวายวัดป่าเรไร จ.ร้อยเอ็ด
คุณยายดีใจมากที่ได้ถวายต้นเงินร่วมกับลูกหลาน
และหลังจากนั้นคุณยายก็ไม่ได้มาวัดทำบุญอีกเพราะนั่งรถเข็นนานเกินไป ไม่ได้
เจ็บหลัง เจ็บขา และเจ็บฝ่าเท้า
ปี พ.ศ. 2553
คุณยายอ่อนแอมากขึ้น เป็นอัลไซด์เมอร์ โรคความจำเสื่อม
เส้นเลือด ในสมองอุดตัน เป็นอัมพาตด้านขวา
ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้โดยสิ้นเชิง
ช่วงแรก ก็อุ้มมานั่งรถเข็นได้
แต่เวลาผ่านไป คุณยายก็นั่งไม่ได้
ลูกหลานต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
ในระหว่างปี มีการดำเนินการก่อสร้างอพาร์ทเม้นต์
คุณยายก็ไม่เหงานักเพราะมีคนงานเข้ามาคุยด้วย
ทักทายทุกวัน จำไม่ได้ แต่โต้ตอบได้
ภาพวันที่ลงเสาเอก ของอพาร์ทเม้นต์
คุณยายดีใจมาก จนร้องให้เมื่อเห็นพระห่มผ้าจีวร
สีเหลืองที่คุ้นตา และได้รับน้ำมนต์จากพระสงฆ์ด้วย
ปี พ.ศ. 2554
นายปวัฒน์ วงศ์ธิเบศร์ หลานชายคนที่สาม ของคุณยายพัฒน์บวช
แม้คุณยายจะจำไม่ได้ แต่ก็ดีใจยิ่งนักที่เห็นลูกหลานบวชพระห่มผ้าเหลือง
30 ตุลาคม 2554
ลูกเขยจาก Canada มาเปิด ออร์คิดอพาร์ทเม้นต์
ที่สร้างบนที่ดินของคุณยาย
น้องสาวคนเล็กจาก จ.นครราชสีมา อายุห่างจากคุณยาย
ประมาณ 15 ปี มาเยี่ยมคุณยายนวันเปิด อพาร์ทเม้นต์
คุณยายจำไม่ได้หรอกว่าเป็นใคร
แต่ได้ยินสำเนียงคนโคราช แล้วหัวเราะร่า
ดีใจ ที่ได้ยินสำเนียงที่คุ้นเคย
เมื่อได้ยินเสียงเพลงจากเครื่องเสียง
คุณยายพัฒน์ยกมือข้างซ้าย ขึ้นร่ายรำ
พูดว่าฉันก็สนุกเหมือนกัน ให้ฉันรำเถอะ
ที่ต้องกล่าวถึงเป็นกรณีพิเศษ
คือลูกชายคนเล็กของคุณยาย
พาครอบครัวมาจากกรุงเทพ
มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บ้านเดิม
จุดประสงค์หลักคือดูแลคุณยาย
ผู้ซึ่งช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว
ทำทุกย่าง ป้อนข้าว ป้อนน้ำ
อาบน้ำ กายบำบัด นวดตัว
ชีวิตทุกคนเกิดมาร่างกายก็มีการเสื่อมไปตามวันเวลาที่ผ่านไป
เราลูกหลาน ก็ต้องดูแลคุณยายให้ดีที่สุด เพราะเราก็รู้ ก็เห็น
ว่าคุณยายได้ต่อสู้ชีวิต ประคับประคองลูกๆ ให้ได้รับการศึกษา
ด้วยความลำบาก เพราะคุณยายเป็นเพียงแม่บ้านธรรมดา มีหน้าที่
เลี้ยงลูกและทำงานบ้าน แต่เมื่อคุณตาจากไปอย่างกระทันหัน
ภาระใหญ่หลวงตกอยู่ที่คุณยายคนเดียว ในภาวะนั้น ลูกๆ มีอายุ
20 ปี อยู่ มหาวิทยาลัยปีที่ 2 คนที่สอง อายุ 17 ปี เรียนอยูที่
วิทยาลัยเทคนิค คนที่สาม อายุ 15 ปี เรียนอยู่ ม.3
ผ่านมาแล้ว 35 ปี ตั้งแต่คุณตาจากไป
วันนี้ ลูกหลานจะดูแลคุณยายให้ดีที่สุด
คุณยายเป็นบุคคลที่สำคัญเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ที่คุ้มครองทุกคนในบ้านให้โชคดีและปลอดภัย
ประสบผลสำเร็จด้วยประการทั้งปวง
ปี พ.ศ. 2555
ปีใหม่ 2555 ผ่านไป
วันสงกรานต์ 2555 ผ่านไป
คุณยายก็ได้รับการดูแลจากลูกหลานเป็นอย่างดี
คุณยายไม่รู้สึกเงียบเหงาแต่อย่างใด
เพราะมีเหลนตัวเล็กๆ วิ่งเล่นรอบเตียงของยาย
และเสียงเหลนแรกเกิดร้อง แว๊ แว๊ บ่อยครั้ง
คุณยายอยากจะพูดอยากจะคุยยาวๆ กับลูกหลาน
แต่ก็นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร แต่มักจะถามเสมอ
ว่า ที่นี่ทีไหน อยากจะกลับบ้าน เรียกหาคนที่เคยรู้จัก
แต่ลูกหลานไม่รู้ เพราะเป็นเป็นญาติๆ สมัยคุณยายยังเป็นเด็ก
คุณยายยังเป็นที่รู้จักของคนในคุ้มวัดป่าเรไร
เพราะคุณยายเป็นคนธรรมธรรมโม ชอบไปวัด
ชอบทำบุญตักบาตรเป็นประจำ ช่วงที่ไปวัดไม่ได้
ลูกหลานก็จะทำบุญในชื่อของคุณยายเสมอ
ให้คุณยายได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ ทั้งวันนี้ และวันหน้า
ให้คุณยายมีความสุข ตลอดไป ไม่ต้องลำบากลำบน
เหมือนชีวิตที่ผ่านมา
กลอนนี้ได้อ่านเจอทีไหนจำไม่ได้
แต่มันตรงใจดี
ยามที่แม่สั่งสอนพร่ำวอนลูก....เรื่องผิดถูกลูกก็ว่าแม่จู้จี้
ต่อเมื่อลูกเติบใหญ่จึงได้ดี......เพราะคำที่แม่พูดไว้ไม่ผิดคำ
เมื่อยังเด็กลูกไม่เห็นคุณค่าแม่....เป็นบาปแท้ที่ลูกเถียงแม่เช้าค่ำ
ลูกกระทำความผิดนี้ประจำ.....ขอกล่าวคำขอโทษโปรดอภัย
คุณยายเลี้ยงลูกมาสามคน ตามลำพัง
แล้วเลี้ยงหลานชายอีกสามคนตามลำพังอีกเช่นกัน
จนทุกคนเลี้ยงดูตนเองได้เป็นอย่างดี
มีการศึกษาดี มีหน้าที่การงานดี มีครอบครัวที่ดี
วันวานที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าคุณยายผ่านร้อนผ่านหนาว
มาได้ด้วยดีอย่างไร
อีกกลอน มอบแด่คุณยาย
กรองวจีเรียงถ้อยร้อยความรัก
บรรจงถักคำหวานผ่านอักษร
แทน“มาลามะลิ”สวย…ด้วยบทกลอน
กราบ “มารดร” ด้วยรักมั่น “กตัญญุตา”
บรรจงถักคำหวานผ่านอักษร
แทน“มาลามะลิ”สวย…ด้วยบทกลอน
กราบ “มารดร” ด้วยรักมั่น “กตัญญุตา”
หากค้นหาความรักจากทุกภพ
หลอมบรรจบเป็นรักที่มากค่า
“รักของแม่” แม้ล้านคำพร่ำพรรณนา
มิอาจหาเปรยเปรียบเทียบทดแทน
หลอมบรรจบเป็นรักที่มากค่า
“รักของแม่” แม้ล้านคำพร่ำพรรณนา
มิอาจหาเปรยเปรียบเทียบทดแทน
ลูกกี่คน… “แม่” เลี้ยง-รัก…ไม่พัก-ผ่อน
ถึงเดือดร้อน…เหนื่อยยากลำบากแสน
ให้ลูกอิ่ม…แม้อัตคัดจนขาดแคลน
จะแร้นแค้น…ซูบเพียงกาย…รักไม่จาง
ขอบคุณให้ลูกอิ่ม…แม้อัตคัดจนขาดแคลน
จะแร้นแค้น…ซูบเพียงกาย…รักไม่จาง
สัจจาภรณ์ ไวจรรยา poohkan(ผู้แต่ง)
17 มิถุนายน 2555
เป็นวันที่คุณยายสุดแสนจะดีใจอีกครั้ง ที่ได้เห็นหลานชายคนที่สองบวช
นายวัชชกร วงศ์ธิเบศร์ หลานชายที่คุณยายป้อนข้าว ป้อนน้ำ
จนกระทั่ง หลานอ้วนท้วนสมบูรณ์กว่าใครเพื่อน
ให้คุณยายปลงผม นาค พร้อมทั้งพูดอธิบายให้ฟัง
ว่ากำลังให้คุณยายทำอะไร ดูเหมือนจะเข้าใจ
เพราะคุณยายน้ำตาคลอ ยกมือข้างเดียวขึ้นสาธุ
จากวันแรกเกิด คุณยายเป็นคนเลี้ยงหลานชาย
ผ่านมา 25 ปี ถึงวันนี้ คุณยายดีใจมากแม้ว่าจะรู้เรื่องนิดหน่อย
ปี 2556
คุณยายก็ยังแข็งแรงดี พูดเสียงดังฟังชัด แต่จะพูดเฉพาะเรื่องที่ตนเองนึกคิดอยู่
ชอบถามถึงคนที่เคยรู้จัก แต่ลูกหลานไม่เคยรู้จักด้วย ลูกชายคนเล็กของคุณยายจะ
เฝ้าดูแลทุกอย่าง จะมีปัญหามากเมื่อคุณยายท้องผูกขับถ่ายลำบาก ซึ่งวันนั้นเป็น
วันท่ีคุณยายหงุดหงิด โวยวาย เสียงดังลั่น
วันเวลาผ่านไปจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี หลานชายที่คุณยายเคย
ป้อนข้าวป้อนน้ำเมื่อครั้งยังเด็ก ก็เรียนจบทุกคน มีหน้าที่การงาน นานๆครั้งจะกลับมาเยี่ยม
คุณยายที่บ้าน คุณยายดีใจน้ำตาคลอ ที่ลูกหลานกลับมาเยี่ยม ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร
เพียงคลับคล้ายคลับคลา ว่าเคยเห็นกัน
...........................................................
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




