วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

งานบวชโตเม่น ที่วัดป่าเรไร จ.ร้อยเอ็ด

เพิ่งจะได้ฤกษ์บรรยายภาพในวันงานบวชลูกชายโตเม่น วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน 2555 ที่วัดป่าเรไร จ.ร้อยเอ็ด จัดพิธีง่ายๆ เลี้ยงอาหารเช้าญาติๆและคุณครู
งานบวช เป็นประเพณีไทยสืบเนื่องมาแต่โบราณกาล ชายไทยเมื่ออายุครบบวช จะต้องบวชให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา สร้างกุศลอันยิ่งใหญ่ให้ตนเองและบิดามารดารวมทั้งหมู่ญาติ การมีโอกาสได้เป็นนักบวช ดำรงเพศสมณะผุ้ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเอง เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็สามารถค้นหาแหล่งความสุขที่แท้จริง ศึกษาเรื่องราวความจริงของชีวิต เป้าหมายของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ว่าเกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน บาปบุญคุณโทษ นรกสวรรค์ ภพนี้ภพหน้า และสังสารวัฏ ซึ่งเป็นความรู้ที่มีอยู่แต่ในพระพุทธศาสนาที่ทนทานต่อการพิสูจน์
ผู้ที่มาบวช ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีบุญมาก เพราะเพศสมณะใช่ว่าใครจะมาอยู่ได้ง่ายๆ ต้องสั่มสมบุญกันมาข้ามภพ ข้ามชาติ เมื่อบารมีมากขึ้นก็มีโอกาสมาบวชใน บวรพุทธศาสนา
       แม่แอ๊ดพาโตเม่น  ไปหาเจ้าอาวาสวัดป่าเรไร ใกล้บ้าน เพื่อมอบตัวให้ท่านบวชให้ การไปมอบตัวก็จัดดอกไม้ ธูปเทียน ไปถวายในการมอบตัวด้วย 
       พระอุปัชฌาย์จะสอบถามพ่อแม่ หรือผู้ที่ขอบวชเอง ถึงวันเดือนปีเกิด และคุณสมบัติของผู้ที่จะขอบวช ถ้าเห็นว่ามีคุณลักษณะครบถ้วน ไม่เป็นคนต้องห้ามในการที่จะให้บรรพชาอุปสมบท ท่านก็จะรับเข้าบวช โดยมอบใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบท และใบรับรองให้ไปกรอกรายการแล้วถวายท่านเป็นหลักฐาน ก่อนถึงวันบรรพชาอุปสมบทไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน จากนั้นก็นัดหมายให้ผู้ที่จะบวชซึ่งเรียกว่า นาคหรือเจ้านาค มาฝึกซ้อมการปฏิบัติเกี่ยวกับพิธีบวช และกำหนดวันที่จะทำการบรรพชาอุปสมบท 


เครื่องบวชคือ บริขาร ๘ ดังมีในบาลี ดังนี้ 
ติจีวรญฺจ ปตฺโต จ วาสี สจิ จ พนฺธนํ ปริสฺสาวเนนทฏฺเฐเต ยุตุตโยคสฺส ภิกฺขุโน ได้แก่ ไตรจีวร บาตร พร้อมทั้งถลกบาตร มีด (มีดโกน) พร้อมหินลับมีด เข็มพร้อมทั้งกล่องและด้าย ประคตเอวรวมอยู่กับไตรจีวร และกระบอกกรองน้ำ 
เครื่องใช้อย่างอื่นเป็นส่วนประกอบในการบวช เช่น เสื่อ หมอน มุ้ง ร่ม รองเท้า ถุงย่าม กาน้ำ จาน ช้อน แปรง ยาสีฟัน สบู่ ขันน้ำ เครื่องใช้สำรอง เช่น ผ้าอาบน้ำ สบง ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขาวสำหรับนาคนุ่งวันบวช อย่างละหนึ่งผืน





ก่อนจะเข้าไปหาพระสงฆ์ทำพิธีบวช นาคจะนั่งอยู่แถวผนังโบสถ์ ด้านหน้าตรงกับพระประธาน
เมื่อได้เวลาพ่อแม่พร้อมญาติ จะมอบผ้าไตรให้นาค โดยหยิบผ้าไตรจากพานแว่นฟ้า
หากมีดอกไม้สดหุ้มไตรต้องหยิบมาด้วย นาคจะได้นำไปถวายพร้อมผ้าไตร เพื่อจะนำไปบูชาพระประธาน หากเป็นดอกไม้แห้งควรหยิบถอดออกไปเหลือแต่ผ้าไตรอย่างเดียว พ่อแม่จับผ้าไตรด้วยกัน
นั่งอยู่หน้านาค ส่วนนาคต้องนั่งคุกเข่ากราบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง แล้วยื่นแขนออกไปรับไตรจีวร พ่อแม่วางให้บนท่อนแขน แล้วควรหลีกออกไปสองข้าง นาคอุ้มผ้าไตรไปหาพระอุปัชฌาย์ พอใกล้ที่นั่งสงฆ์ต้องทรุดตัวลงนั่งแล้วเดินเข่าเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ ประเคนผ้าไตรให้ท่านแล้ว คอยเอี้ยวตัวมาทางขวามือรับเครื่องสักการะทุกอย่างถวายพระอุปัชฌาย์ แล้วกราบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง
 พระอุปัชฌาย์จะมอบผ้าไตรให้นาครับแล้วลุกขึ้นยืนก้มตัวพองามเตรียมว่าคำขานนาค



กล่าว คำขานนาค จบแล้วน้อมถวายผ้าไตรให้กับพระอุปัชฌาย์ และกล่าวคำขอผ้า
จบแล้วกราบสามครั้ง ลงนั่งพับเพียบประนมมือฟังโอวาทจากพระอุปัชฌาย์ต่อไป จนกระทั่ง
สอนกัมมัฏฐาน เมื่อสอนกัมมัฏฐานเสร็จแล้ว จะมอบผ้าไตรให้ไปห่ม ถึงตอนนี้ท่านจะบอก
ให้นาคลุกขึ้นนั่งคุกเข่า หากสวมเสื้อคลุมไว้ หรือสวมเครื่องประดับต่าง ๆ หรือผ้าสไบเฉียงไว้
ท่านจะให้ถอดออก แล้วท่านจะคล้องอังสะให้ นาคต้องก้มศีรษะเตรียมให้ท่านสวม เสร็จแล้ว
คอยรับผ้าไตรที่ท่านจะมอบให้ไปห่มอุ้มไว้ แล้วถอยออกมาให้พ้นพระสงฆ์ก่อนจึงลุกขึ้นเดิน
ตามพระสงฆ์ที่ท่านให้ไปช่วยห่อผ้าให้ เมื่อห่มผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระสงฆ์จะพามานั่งหน้า
พระคู่สวดที่จะให้ศีล นั่งคุกเข่าข้างหน้าปูผ้ากราบไว้แล้วรับเครื่องสักการะประเคนท่าน
กราบเบญจางคประดิษฐ์สามครั้ง แล้วลุกขึ้นยืน ก้มตัวลงเล็กน้อย แล้วกล่าวคำขอศีล




การบวชจะเป็นการช่วยทะนุบำรุงพระพุทธศาสนา และมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยของเรา
เป็นดินแดนแห่งสันติสุขอันเกิดจากพุทธธรรม อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่ผู้บวชทุกท่าน จะได้ฝึกฝนอบรมตนเอง เพื่อให้เป็นพระแท้ตามพระธรรมวินัย เปี่ยมด้วยศีล สมาธิ(Meditation)(Meditation)
และปัญญา ซึ่งถือเป็นการใช้วันเวลาอย่างคุ้มค่าและมีความหมายต่อการเกิดมาเป็นมนุษย์อย่างยิ่ง
ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยตรัสไว้ว่า "ชีวิตเพียงวันเดียวของผู้มีศีล มีสมาธิ ยังประเสริฐกว่า
ชีวิตตั้งร้อยปี ของผู้ทุศีล ไร้สมาธิ"
            อานิสงส์ของการบวช
     1. เป็นผู้รู้จักบริหารเวลา คือรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เรียกว่า ความเป็นผู้รู้กาล
ซึ่งเป็นคุณธรรมข้อหนึ่งที่ทำให้เป็นสัปบุรุษ
     2. แม้ช่วงเวลาจะสั้น แต่ถ้าลงปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็จะได้รับความสุขสงบจากการบำเพ็ญ
สมณะธรรม
     3. มีโอกาสได้ศึกษาหลักธรรม ซึ่งนำไปใช้ควบคู่กับความรู้ทางโลก ให้ได้ใช้ความรู้
ในทางที่ถูกที่ควร
     4. ได้ฝึกวินัยและเข้าใจวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ ถ้าตั้งใจฝึกฝนอบรม
ตนเองอย่างจริงจัง ต่อไปจะเป็นคนรักระเบียบวินัย
     5. ได้ฝึกสมาธิ ทำจิตให้สงบ ซึ่งเป็นผลดีต่อการเรียนและการทำงานต่างๆ
     6. เกิดความปลื้มปีติยินดีที่ได้ทำความดี ซึ่งความปีตินี้เองที่จะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ
อยู่เสมอ
     7. ทำให้มีความอดทน ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ
     8. ทำให้รู้จักตนเอง คือรู้ว่าตนเองมีความรู้ความสามารถคุณธรรมแค่ไหน เพียงใด
เพื่อที่จะได้พัฒนาปรับปรุง ตนเองให้ดียิ่งขึ้น